วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กินก็ได้ ทาก็สวย สูตรความงามจากของกินก้นครัว



แตงกวา
อุดมด้วยวิตามินซี แคลเซียม ซิลิก้า และโพแทสเซียม แตงกวามีคุณสมบัติเย็น แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะและสารพิษต่าง ๆ ในทางความงาม แตงกวาช่วยลดความมัน กระชับรูขุมขน ลดอาการบวม และช่วยเผยผิวกระจ่างใส และนี่คือวิธีง่าย ๆ ในการใช้แตงกวาดูแลผิวพรรณ


ลดความมันของผิว ปอกเปลือกแตงกวาแล้วสับหยาบ ๆ จากนั้น ใส่เครื่องปั่นจนกระทั่งเป็นเนื้อเนียนนุ่ม นำมาทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น


มาส์กแตงกวาอะโวคาโด สูตรนี้ช่วยบำรุงผิวกระชับรูขุมขน และขัดลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้วเพื่อเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเก่า วิธีการก็คือนำส่วนผสมแตงกวาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ½ ถ้วย อะโวคาโดสับหยาบ ๆ ½ ถ้วย ไข่ขาว 1 ฟอง และนมผง 2 ช้อนชา ใส่ลงในเครื่องปั่นจนเป็นเนื้อเนียนละเอียด เอาไปแช่เย็น 30 นาทีก่อนนำมาทาทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ 30 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น ก่อนซับหน้าให้แห้ง


มาส์กเพื่อผิวเนียนเรียบ ถ้าเป็นสิว นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ในการป้องกัน ส่วนผสมที่ต้องการก็คือแตงกวาปอกเปลือกครึ่งลูก นมผงไร้ไขมัน 1 ช้อนโต๊ะ และโยเกิร์ตธรรมชาติ 1 ช้อนชา เอาส่วนผสมมาปั่นรวมกันแล้ว ทาบนใบหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก


ชาดำ
เราต่างรู้จักประโยชน์ต่อสุขภาพจากการดื่มชา แต่คุณอาจไม่รู้ว่ามันเป็นผู้ช่วยความงามที่ดีเช่นกัน แอนตี้ออกซิแดนต์เข้มข้นของชาช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของความร่วงโรยของผิว ชายังเป็นแอสตริงเจนต์ที่ช่วยลดอาการตาบวมและสิวได้ด้วย และแทนนินในชายังช่วยเรื่องผิวไหม้แดดด้วย
วิธีง่าย ๆ ในการจัดการกับอาการตาบวมและรอยคล้ำใต้ตาก็คือ เอาถุงชาที่ชงแล้วไปแช่เย็นเอาไว้ ก่อนเอามาวางทับลงบนดวงตา ทิ้งไว้ 15-20 นาที ดวงตาคุณจะสดใสขึ้นทันที แต่ถ้าจะจัดการกับสิวที่กำลังจะเริ่มโผล่ขึ้นมา ใช้ถุงชาอุ่น ๆ โปะลงไปบริเวณที่เป็นสิวสักสองสามนาที ไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ มันจะช่วยลดอาการอักเสบของสิวลงได้

ฟักทอง
อุดมด้วยวิตามินเอ (ที่ช่วยเยียวยาผิว) ซี (ที่เป็นแอนตี้ออกซิแดนต์) และสังกะสี ฟักทองเป็นมาส์กที่ยอดเยี่ยมสำหรับผิวทุกประเภท โดยเฉพาะผิวบอบบางและเสียหายจากสิ่งแวดล้อม ฟักทองช่วยบรรเทาผิว ให้ความชุ่มชื้น และเป็นตัวนำพาส่วนผสมอื่นในมาส์กให้ซึมซับเข้าไปในผิวได้ดีขึ้น


ลองทำมาส์กฟักทองแบบง่าย ๆ สำหรับผิวทุกประเภทโดยใช้ฟักทองต้มสุกบดละเอียด 2 ช้อนชา น้ำผึ้ง ½ ช้อนชา และนม ¼ ช้อนชา สำหรับผิวแห้งให้เพิ่มวิปปิ้งครีม ¼ ช้อนชา หรือน้ำตาลทรายแดง ¼ ช้อนชา ถ้าผิวมัน ผสมน้ำส้มสายชูแอปเปิ้ล ½ ช้อนชา หรือน้ำแครนเบอร์รี่ ¼ ช้อนชา ผสมส่วนผสมทั้งหมดแล้วนำมาทาลงบนใบหน้า หลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตา ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

มะนาว
นอกจากรสเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจะช่วยเพิ่มรสชาติอาหารแล้ว มะนาวยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายอย่าง น้ำมะนาวช่วยรักษาอาการไอและขับเสมหะ มีวิตามินซีสูงที่ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน มะนาวยังมีสรรพคุณช่วยขจัดสารพิษ ขจัดเสมหะ และแก้ไอได้ดี ส่วนในทางความงาม มะนาวอุดมด้วยกรดผลไม้ที่จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วอย่างอ่อนโยน และฟอกสีผิวให้จางลง เราแนะนำให้ใช้เฉพาะน้ำมะนาวคั้นสดใหม่ และหยุดใช้สูตรต่อไปนี้ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายผิวหรือระคายเคือง


ลอกเซลล์ผิวที่ตายแล้วและลดเลือนจุดด่างดำ ผ่ามะนาวครึ่งซีกผสมกับน้ำตาลทราย ½ ช้อนชา แล้วขัดผิวอย่างเบามือสองสามนาที ทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งจนกระทั่งรอยดำจางลง


คอนดิชันเนอร์สำหรับผม ผสมน้ำมะนาวหนึ่งลูกกับน้ำอุ่นหนึ่งถ้วย และชโลมลงบนเส้นผมปล่อยทิ้งไว้ 2-3 นาทีแล้วล้างออก มันจะเพิ่มความเงางามและทำให้เส้นผมสปริงตัว


จัดการรังแค ผสมน้ำมะนาวสดสองถึงสามช้อนโต๊ะ กับน้ำมันมะกอกอุ่น ๆ แล้วนวดลงบนหนังศีรษะ ปล่อยทิ้งไว้ 15 นาที แล้วสระผมตามปกติ
แอสตริงเจนต์สำหรับผิวมันแบบง่าย ๆ บีบน้ำมะนาวใส่ถ้วย นำมาทาทั่วใบหน้าในตอนเช้า ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยมอยสเจอไรเซอร์

พีช
ผลไม้ที่หอมหวานน่ากินนี้อุดมด้วยสารอาหารสำคัญสำหรับผิว ทั้งกรดผลไม้ที่ช่วยขัดลอกเซลล์ผิวเก่า วิตามินเอและซีที่ช่วยบำรุงเซลล์ผิวใหม่ ทำให้ผิวดูมีชีวิตชีวา วิธีใช้พีชแบบง่าย ๆ ก็คือเลือกพีชที่สุกงอม ผ่าครึ่งแล้วนำมาถูทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า หรือใช้พีชเป็นส่วนผสมสำหรับมาส์กดังต่อไปนี้


มาส์กสำหรับผิวบอบบาง เหมาะอย่างมากในการลดเลือนรอยเส้นเลือด ปอกเปลือกและบดพีช ½ ลูก ผสมกับโยเกิร์ตธรรมชาติ 2 ช้อนโต๊ะ ทาทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก


มาส์กเพื่อกระชับผิว เหมาะอย่างมากสำหรับผิวหย่อนคล้อยและทำให้รูขุมขนดูกระซับขึ้น ใช้พีชสุกงอมปอกเปลือกหนึ่งผลกับไข่ขาวหนึ่งฟอง ใส่ลงในเครื่องปั่นจนเป็นครีมข้น ทาส่วนผสมทั่วใบหน้า ปล่อยทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

น้ำผึ้ง
น้ำผึ้งเป็นอาหารที่สะอาด ปลอดจากจุลินทรีย์ต่าง ๆ และมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคได้ เมื่อใช้ทาบาดแผลจะทำให้แผลไม่เกิดการอักเสบ น้ำผึ้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้อาการท้องผูกได้ดี และสมัยโบราณหมอยาก็มักใช้น้ำผึ้งเป็นส่วนผสมในการปรุงยาหรือเป็นตัวประสานในยา


น้ำผึ้งยังมีวิตามินบี ซี และแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น ฟอสฟอรัส กรดอะมิโนจำเป็น รวมทั้งแอนตี้ออกซิแดนต์ ที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ น้ำผึ้งจึงถูกนำมาใช้ในการดูแลผิวพรรณตั้งแต่สมัยโบราณ และนี่คือสูตรดี ๆ จากน้ำผึ้ง


มาส์กเพื่อความชุ่มชื่น ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะกับนม 2 ช้อนชา ทาทั่วใบหน้า ปล่อยให้แห้ง 10 นาทีแล้วล้างออก


โทนเนอร์น้ำผึ้งและแอปเปิ้ล ช่วยกระชับผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนและชุ่มชื่น วิธีการก็คือใส่แอปเปิ้ลปอกเปลือกและสับ 1 ผลกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ลงในเครื่องปั่นอาหารและปั่นจนกระทั่งเป็นเนื้อละเอียดเนียน เอามาทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก


ทำความสะอาดผิว ผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ อัลมอนด์บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวโอ๊ตแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ และน้ำมะนาวให้เป็นส่วนผสมข้น ๆ ทาส่วนผสมลงบนใบหน้า นวดเบา ๆ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น


คอนดิชันเนอร์สำหรับเส้นผม ผสมน้ำผึ้ง ½ ถ้วย กับน้ำมันมะกอก ¼ ถ้วยหรือ 2 ช้อนโต๊ะ ขึ้นอยู่กับว่าผมคุณแห้งแค่ไหน ใช้ส่วนผสมชโลมเส้นผมแล้วคลุมด้วยหมวกอาบน้ำ 30 นาที ก่อนสระผมตามปกติ

อะโวคาโด
ผลไม้ที่เป็นส่วนผสมของอาหารจานโปรดหลายอย่าง อุดมด้วยไขมันจำเป็นที่ดีต่อสุขภาพและผิวพรรณ และนอกจากจะใช้บำรุงผิวพรรณจากภายในแล้ว อะโวคาโดยังเป็นส่วนผสมที่นำมาใช้ดูแลผิวพรรณได้โดยตรง วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการพอกหน้าด้วยอะโวคาโด เพียงแค่บดเนื้ออะโวคาโดให้ละเอียดแล้วทาทั่วใบหน้าสะอาด ทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซึ่งสูตรนี้เหมาะสำหรับผิวแห้ง


นอกจากนี้ อะโวคาโดยังใช้บรรเทาอาการบวม โดยใช้อะโวคาโดฝานเป็นรูปครึ่งวงกลมหนาครึ่งนิ้ว แปะไว้ใต้ดวงตา ทิ้งไว้สัก 20 นาที

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เรื่องจริง..เตือนภัย!!


อันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง


อันตรายจากการใช้เครื่องสำอางมีหลายอย่าง ขึ้นกับความเข้มข้นชนิดความเป็นกรด-ด่าง ของเครื่องสำอาง รวมทั้งตำแหน่งของการใช้เครื่องสำอางด้วย เช่น รอบดวงตา ก็มีอาการแพ้ง่าย อาการข้างเคียง หรืออันตรายจากการใช้เครื่องสำอางมักมาในรูปแบบเหล่านี้

ระคายเคือง จะปรากฏเป็นอาการแสบ คัน ปวดร้อน หรือคันยิบๆ เกิดขึ้นเป็นช่วงสั้นๆ ไม่เกิน 10 นาทีหลังจากใช้เครื่องสำอาง แต่ถ้าไม่สัมผัสซ้ำอีกก็สามารถหายได้ เช่น เครื่องสำอางที่ผสม AHA

ภูมิแพ้ อาการคล้ายคลึงกับกลุ่มระคายเคือง แม้สารที่ใช้เข้มข้นแต่ถ้าสัมผัสร่างกายก็เกิดปฏิกิริยาได้ เช่น น้ำหอม สารกันบูด ลาโนลิน สารกันแดด และสารทำละลายในเครื่องสำอาง

ลมพิษ ถ้าเป็นน้อยจะเป็นผื่นบวม ถ้าเป็นมากหนังตาและปากบวม หรือบวมทั้งหน้า บางรายถึงขนาดหายใจไม่ออก สารที่เป็นต้นเหตุอาจเป็นพวก แอลกอฮอล์ น้ำหอม สารกันบูด น้ำยาย้อมผม เมนทอล และสารทำละลายในเครื่องสำอาง

ผิวหนังเปลี่ยนสี เครื่องสำอางบางชนิดใช้แล้วหน้ายิ่งดำ ฝ้าขึ้น บางชนิดเมื่อถูกแดดจะทำปฏิกิริยาเกิดรอยดำ สารธรรมชาติที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ ได้แก่ มะกรูด มะนาว แตงกวา แม้แต่สมุนไพรทาหน้าต่างๆ หรือการใช้สารที่มีไฮโดรควิโนนความเข้มข้นสูง เช่น น้ำหอม ยาฆ่าเชื้อ สบู่ทั่วๆ ไปก็ทำให้เกิดอาการพวกนี้ได้

ผื่นขาว เกิดจากยาสีฟัน ยาทาหน้าขาว สบู่แรงๆ สารระงับกลิ่นที่มีสารปรอท

สิว เกิดจากสารลาโนลินที่มีอยู่ในมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ โซเดียม ลอริลซัลเฟตที่มีอยู่ในสบู่ หรือสารสเตียรอยด์

เล็บเปลี่ยนแปลง เล็บหลุดออก ผุกร่อน เปลี่ยนสี เกิดจากน้ำยาทาเล็บและล้างเล็บ

ผมเปลี่ยนแปลง เช่น เส้นผมเกาะกันง่าย เกิดจากน้ำยาดัดผม น้ำยายืดผม

ผลต่อระบบอื่นๆ ของร่างกาย อาทิเช่น เยื่อบุตาอักเสบ หรือสะสมเป็นเวลานานจนเกิดอันตราย เช่น เครื่องสำอางบางชนิดที่มีส่วนผสมของสารปรอท และสารตะกั่ว

เครื่องสำอางชนิดที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อย และเสี่ยงต่อผลข้างเคียงคือ น้ำยายืดผม ครีมบำรุงผิว มาสค์ ครีมแก้สิว ครีมรองพื้น ลิปสติก น้ำยาทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โฟมอาบน้ำ ยากันแดด ยาระงับกลิ่นตัว ยาลดเหงื่อ เป็นต้น ดังนั้น เวลาจะเลือกซื้อเครื่องสำอางควรพิจารณา อ่านฉลากข้างกล่องให้ละเอียด หรือสอบถามพนักงานขาย เพื่อความปลอดภัยของผิวคุณ



ที่มาhttp://wave.prohosting.com/biotik/

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ถ้าเป็นแบบนี้จะทำยังงัยดี ??


จิงๆแร่ะเน๊อะ :))


ผิว กับ ทัมทิม สดๆ รับรอง ตึงเปรี๊ยะ อิอิ


ผิวหน้าเต่งตึงด้วยทับทิมสด





ผิวหน้าเต่งตึงด้วยทับทิมสด (Woman Plus)
ผู้หญิงจะสวยก็ต่อเมื่อมีความรัก แต่ถึงจะมีความรักแล้ว สาว ๆ ก็ยังสวยได้อีกนะคะ ด้วยการมีผิวหน้าที่เต่งตึง ไร้รอยตีนกา และรอยหมองคล้ำต่าง ๆ จากเคล็ดลับการบำรุงผิวสูตรธรรมชาติอย่างทับทิมสดนั่นเองค่ะ
เพียง แค่สาวๆ นำน้ำทับทิมสด ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยังช่วยป้องกันผิวจากการทำลายของรังสีอัลตรา ไวโอเลต ประมาณ 1 ช้อนชาทาที่ใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำ ผิวหน้าของสาว ๆ ก็จะค่อย ๆ กระชับ เต่งตึงและยังดูอ่อนวัยด้วยล่ะค่ะ
เคล็ดลับบำรุงผิวหน้าดี ๆ อย่างนี้ ถ้าไม่รีบทำคงจะเสียดายแน่เลย!?!

ผิวขาดน้ำ...เติมได้^^


ผิวขาดน้ำ...เติมได้


       ร้อนๆ แบบนี้ปัญหาผิวไม่ใช่แค่เรื่องผิวหมองคล้ำ ฝ้า กระ จุดด่างดำจากแสงแดดเท่านั้น แต่ความร้อนยังทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดน้อยลง ส่งผลให้อากาศแห้ง แน่นอนว่าส่งผลให้ผิวของเราไม่ใช่เพียงแค่แห้งเท่านั้นค่ะ แต่ยังทำให้ชั้นผิวของเราสูญเสียน้ำในเซลล์ผิวหนังชั้นบนสุดอีกด้วยทำให้ใบหน้าปห้งกร้านไม่ชุ่มชื่น นี่ล่ะค่ะเลยทำให้ปัญหา “ผิวขาดน้ำ” เป็นปัญหาใหญ่ของสาวๆ หลายคนเลยทีเดียว แล้วผิวขาดน้ำ จะเติมได้อย่างไร? มาดูกันค่ะ^^
     ผิวขาดน้ำ ขาดอย่างไร 
        อาการผิวขาดน้ำนั้นใกล้เคียงกับผิวแห้งมากค่ะ แต่จะต่างกันตรงที่จะมีทั้งความมันและแห้งแบบไม่เป็นเวลา เพราะกลไกลของผิวเกิดการทำงานแบบชะงัก เนื่องจากขาดอาหารที่สำคัญ นั่นคือน้ำ ที่เป็นอาหารหลักที่จำเป็นสำหรับผิว มากกว่าวิตามินและเครื่องสำอางใดๆ ต่อให้ใช้เครื่องสำอางราคาสูง แต่ถ้าขาดวินัยในการดื่มน้ำ หรือไม่มุ่งแต่จะทำให้ผิวขาวโดยครีมที่มีส่วนผสมวิตาซี หรือสารอื่น ๆ จะได้ผิวขาวจริงค่ะ แต่ก็จะได้ผิวที่ขาวซีด แห้ง ไม่มีน้ำมีนวลนั่นเอง

    อาการแบบนี้ มีสิทธิ์ขาดน้ำ
       ไม่เฉพาะแต่สาวๆ ที่ต้องทำงาน Outdoor เท่านั้นนะคะ สาวออฟฟิศอย่างเราๆ ก็เผชิญกับอาการผิวขาดน้ำได้ เนื่องจากเครื่องปรับอากาศนั้นทำให้อากาศแห้งได้มากพอๆ กัน อาการเบื้องต้นที่แสดงว่าผิวคุณขาดน้ำแน่แล้ว มีดังนี้ค่ะ

      • แต่งหน้าไม่ติด ไม่อยู่ทน      ลงครีมบำรุงไม่ค่อยซึม ครีมรองพื้นพอลงก็เกลี่ยยากและเป็นขุย (แม้จะเว้นเวลานานก็ตาม) จุดนี้ต่างจากผิวแห้งเพราะต่อให้ผิวแห้งแต่การดูดซึมก็ยังเป็นไปตามปกติ ยังสามารถเกลี่ยเครื่องสำอางและครีมบำรุงได้ง่าย แต่ผิวขาดน้ำ ผิวจะไม่ดูดซึมเนื้อครีมที่มีความเข้มข้นได้เลย
      • ผิวหน้าอิดโรย ไม่กระจ่างใส        ผิวขาดน้ำทำให้ผิวดูหยาบกระด้างขึ้น เวลาสัมผัสที่บริเวณผิวหน้า จะขาดความยืดหยุ่น ตึง ขาดความนุ่มกระชับและกร้านมากขึ้น นั่นเป็นเสมือนสัญญาณ S.O.S ที่ร่างกายส่งมาให้เราได้รับรู้แล้วนะคะ สำหรับรายที่รุนแรงอาจจะมีรอยจ้ำแดง เนื่องมาจาก โครงสร้างของผิวที่เป็นความยืดหยุ่นขาดน้ำอย่างแรง

    ขาดน้ำแบบนี้ ต้องมีวิธีเติม
      รู้จักผิวขาดน้ำกันไปแล้วมาดูวิธีการเติมน้ำเข้าผิวเราดีกว่า

      • สารบำรุงประเภท Hydra      เติมหยุดใช้เครื่องสำอางประเภท Whitening ที่มีส่วนผสมของวิตามินหรือเรตินอลเอ แบบเพียว ๆ ที่จะส่งผลให้เกิดความขาว กระจ่างใส เหล่านี้สักระยะ เพราะสารเหล่านี้ส่วนใหญ่จะยิ่งทำให้ผิวขาดน้ำมากขึ้น ให้หันมาเติมผิวด้วย ครีมหรือเจลตระกูล Hydra เพราะมากขึ้นเพื่อให้ผิวได้รับอาหารผิวที่เป็นน้ำเข้าไปในผิวมากขึ้น ผิวจะอิ่มเอิบง่ายต่อการบำรุง หรือแต่งหน้า ลดอาการขาดน้ำของผิวไปได้ค่ะ

      • เลี่ยงแอลกอฮอล์และนิโคติน + พยายามอย่านอนดึก       สิ่งเหล่านั้นเรารู้ดีกันอยู่แล้วว่าไม่ดีต่อร่างกาย แน่นอนว่าไม่ดีต่อผิวด้วยค่ะ สำหรับสาวขี้เกียจที่ไม่ชอบดูแลบำรุงผิวพรรณ ด้วยครีมหรือเครื่องสำอางหลายขั้นตอน ให้ใช้การพักผ่อน การนอน เป็นตัวหลักในการรักษาผิวพรรณก็ได้นะคะ เพราะการพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้ร่างกายได้มีการฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ส่งผลให้ผิวเราได้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่ด้วยค่ะ 

      • บำรุงผิวจากภายใน ดื่มน้ำให้มากขึ้น       การดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว เป็นการบำรุงจากภายในที่ทำได้ง่ายๆ เลยค่ะ ทั้งได้ประโยชน์ทั้งถูก ไม่ต้องสิ้นเปลืองเพื่อซื้อเครื่องสำอางใหม่ ได้ประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วยดี 2 ต่อแบบนี้สาวๆ ต้องทำเลยนะคะ เพราะน้ำเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ยิ่งช่วงนี้อากาศร้อนยังกับอะไรดี หากขาดน้ำในช่วงนี้ ไม่เพียงแค่ผิวจะไม่สวยแต่อาจจะป่วยได้ด้วยนะคะ

         ผิวขาดน้ำนั้นแก้ง่ายค่ะ เพียงแค่ดื่มน้ำให้เพียงพอ งดใช้เครื่องสำอางกลุ่ม Whitening นอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงปาร์ตี้และนิโคตินสักพัก เพื่อฟื้นฟูผิวบ้างะไรบ้าง เท่านี้คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงจริงไหมคะ เท่านี้ต่อให้จะร้อนแค่ไหน อากาศแห้งเท่าไหร่ ผิวเรา…ก็เอาอยู่ค่ะ

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

องุ่นผลไม้เพื่อสุขภาพและความงาม


องุ่น....ผลไม้แสนอร่อยที่หลายคนในครอบครัวชื่นชอบ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติดีและสามารถรับประทานได้ทั้งแบบ ผลสดและแห้งแล้ว คุณทราบไหมว่า องุ่นยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพและความงามของเราด้วย
             ในผลองุ่นมีวิตามินและสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะที่เปลือกและเมล็ด อย่างที่เราเคยได้ยินถึงการสกัดน้ำมันจากเมล็ดองุ่นมาเป็นส่วนผสมในครีม บำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ น้ำมันนี้ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการจับตัวของก้อนเลือด และลดโคเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (ไขมันไม่ดี) จึงช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบเลือดและหัวใจได้ดี นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ส่วน วิตามินต่างๆ ที่พบในองุ่นนั้นก็มีมากมายหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นได้เร็ว ส่วนหนึ่งเพราะน้ำตาลในองุ่นเป็น น้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย จึงช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย และกระตุ้นให้ตับทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มีผลจากการ วิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งเมืองนิวยอร์กพบว่า ในองุ่นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า Polyphenols ซึ่งส่วนใหญ่เราจะสามารถบริโภคได้ในรูปของน้ำองุ่นหรือไวน์แดง สาร Polyphenols นี้มีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุสมองที่ยาวนานขึ้นและแข็งแรง ทำให้สามารถทำงานและจดจำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดีถึงแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม
ประโยชน์ จากองุ่นนั้นไม่เพียงจะได้จากการรับประทานองุ่นสด องุ่นแห้ง หรือน้ำองุ่นคั้นสด 100% แล้ว ผลและน้ำองุ่นสดยังสามารถนำมาใช้บำรุงผิวหน้าและเส้นผมได้ด้วย อย่างสูตรบำรุงผิวหน้าให้เปล่งปลั่งชุ่มชื้นแบบง่ายๆ โดยนำองุ่นแดงหรือม่วงทั้งเปลือก ½ ถ้วย ผสมน้ำแตงกวาสด 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ปั่นรวมกันแล้วนำมาทาทั่วผิวหน้า (เว้นรอบดวงตา) ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้ว ล้างออก ผิวหน้าจะชุ่มชื้นขึ้นและไม่แห้งกร้าน
ส่วน สูตรบำรุงเส้นผมให้ใช้น้ำองุ่นแดงหรือองุ่นม่วงคั้นสด 1-2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับแชมพู สระผม โดยพักไว้หลังสระประมาณ 5 นาทีแล้วจึงล้างฟองออกให้สะอาด จะช่วยให้เส้นผมนุ่มและเป็น เงางาม
การรับประทานองุ่นให้ได้ ประโยชน์มากที่สุดนั้น ความจริงสามารถรับประทานได้ทั้งเปลือกและเมล็ด อย่างที่บอกว่าสารอาหารที่มีคุณค่านั้นอยู่ที่เปลือกและเมล็ดมากกว่าเนื้อ องุ่นเสียอีก แต่ถ้าอยากรับประทานทั้งเมล็ดให้ง่ายขึ้น อาจจะทำเป็นน้ำองุ่นปั่นสดๆ ดื่มก็ได้ค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก goodfoodgoodlife
ขอบคุณภาพประกอบจาก Photos.com